พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้เกี่ยวกับการตัดสินใจและออกคำสั่งทางราชการ เน้นอ่านเรื่องขั้นตอนการทำคำสั่งทางปกครอง สิทธิของคู่กรณี (ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) และที่ออกสอบบ่อยมากคือ "การยื่นอุทธรณ์คำสั่ง" ว่าต้องทำภายในกี่วัน ยื่นกับใคร
พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เปรียบเสมือน "กติกา" ที่คอยกำกับดูแลว่าข้าราชการจะใช้อำนาจตัดสินใจหรือออกคำสั่งอย่างไรให้ยุติธรรม และถ้าประชาชนหรือผู้ถูกสั่งไม่เห็นด้วยจะมีสิทธิโต้แย้งตามขั้นตอนใด ข้อสอบ ก.พ. มักจะเจาะลึกไปที่ความเข้าใจในประเภทของคำสั่ง สิทธิของประชาชน และกรอบเวลาในการอุทธรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจำดังนี้ครับ
1. คำสั่งทางปกครอง VS กฎ (ต้องแยกให้ออก) ข้อสอบชอบให้สถานการณ์มาแล้วถามว่าข้อใดคือคำสั่งทางปกครอง
คำสั่งทางปกครอง: เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบสิทธิ "เฉพาะเจาะจงบุคคลหรือกลุ่มคน" เช่น การอนุมัติใบอนุญาต, การสั่งพักใช้ใบอนุญาต, การไม่อนุมัติให้ก่อสร้าง, การสั่งลงโทษไล่ออก, การสั่งปรับ
กฎ: เป็นการใช้อำนาจที่มีผลบังคับใช้ "เป็นการทั่วไป" ไม่เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง เช่น พระราชกฤษฎีกา, กฎกระทรวง, ระเบียบ, ประกาศ (กฎ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง)
2. ความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ (ห้ามมีส่วนได้เสีย) กฎหมายนี้ซีเรียสมากเรื่องเจ้าหน้าที่ต้องเป็นกลาง ข้อสอบมักถามว่าใครบ้างที่ "ห้าม" เป็นผู้พิจารณาทำคำสั่งทางปกครองเด็ดขาด:
คู่หมั้น หรือ คู่สมรส ของคู่กรณี
ญาติของคู่กรณี (บุพการี, ผู้สืบสันดานไม่จำกัดชั้น, พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา, ลูกพี่ลูกน้องตามที่กฎหมายกำหนด)
คนที่เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือนายจ้าง ลูกจ้างของคู่กรณี
จุดสำคัญ: หากเจ้าหน้าที่รู้ตัวว่าเข้าข่ายนี้ ต้อง "หยุดพักเรื่อง" และแจ้งผู้บังคับบัญชาทันที จะดันทุรังทำคำสั่งต่อไปไม่ได้
3. สิทธิของคู่กรณี (ประชาชนหรือผู้ที่ถูกสั่ง)
สิทธิโต้แย้ง: ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งที่ส่งผลร้ายต่อบุคคล (เช่น จะสั่งรื้อถอนอาคาร) กฎหมายบังคับว่าเจ้าหน้าที่ ต้อง ให้โอกาสคู่กรณีรับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนเสมอ (ยกเว้นเป็นกรณีฉุกเฉินมากๆ หรือเรื่องที่ต้องปิดเป็นความลับ)
สิทธิมีที่ปรึกษา: คู่กรณีสามารถนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้ และสิ่งที่ทนายทำ ถือเสมือนว่าคู่กรณีเป็นคนทำเอง
4. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง (จุดที่ออกสอบบ่อยและออกทุกปี!) จำตัวเลขและเงื่อนไขไทม์ไลน์เหล่านี้ให้แม่น:
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ "เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง" (ระวังโดนหลอกว่าต้องยื่นต่อหัวหน้า หรือยื่นต่อศาล ต้องยื่นให้คนทำคำสั่งทบทวนตัวเองก่อนเสมอ)
เจ้าหน้าที่คนที่ทำคำสั่งมีเวลาพิจารณาทบทวนตัวเอง 30 วัน
ถ้าทบทวนแล้วเจ้าหน้าที่ยังดื้อ ยืนยันคำสั่งเดิม ไม่ยอมเปลี่ยน ให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องไปให้ "ผู้บังคับบัญชา" พิจารณาต่อภายใน 30 วัน
5. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิเพิกถอนได้เสมอ แต่ต้องคำนึงถึง "ความเชื่อโดยสุจริต" ของประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งนั้นไปแล้วด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจากการทำงานผิดพลาดของรัฐ
เทคนิคการทำข้อสอบกฎหมายฉบับนี้ ให้สวมหมวกมองในมุมของการ "ปกป้องสิทธิประชาชนจากการถูกรัฐรังแก" จะทำให้เข้าใจตรรกะของตัวเลือกได้ง่ายขึ้น ลองเน้นจำความแตกต่างระหว่าง "กฎ" กับ "คำสั่ง"
แนวข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยคลุมดำ)
ข้อที่ 1: ข้อใดต่อไปนี้ ถือเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามกฎหมายฉบับนี้?
ก. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดตั้งหน่วยงาน
ข. กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม
ค. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ง. คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
เฉลย: ง. คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
คำอธิบาย: มาตรา 5 บทนิยาม "คำสั่งทางปกครอง" คือการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล (เช่น การสั่งพักใช้ใบอนุญาต) ส่วนข้ออื่นเข้าข่ายนิยามของคำว่า "กฎ" ซึ่งบังคับใช้เป็นการทั่วไป "คำสั่งทางปกครอง" ต้องมีผลกระทบต่อสิทธิและ "เจาะจงตัวบุคคล" (ในที่นี้คือเจาะจงโรงงานที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต) ส่วนข้อ ก, ข และ ค มีลักษณะบังคับใช้เป็นการทั่วไป ไม่เจาะจงใคร จึงถือเป็น "กฎ" ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง
ข้อที่ 2: หากนาย ก. ได้รับคำสั่งไม่อนุมัติการก่อสร้างอาคาร และต้องการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลากี่วัน?
ก. 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ค. 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ง. 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
เฉลย: ข. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง (กรณีที่กฎหมายเฉพาะไม่ได้กำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น) ให้ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง
ข้อที่ 3: จากข้อ 2 เมื่อนาย ก. ต้องการอุทธรณ์คำสั่ง นาย ก. จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อใคร?
ก. ศาลปกครอง
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่
ง. เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองนั้น
เฉลย: ง. เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองนั้น
คำอธิบาย: ข้อนี้ข้อสอบ ก.พ. ชอบนำมาออกหลอกบ่อยๆ ตามมาตรา 44 การอุทธรณ์จะต้องยื่นต่อ "เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง" เสมอ เพื่อให้โอกาสเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ทบทวนตัวเองก่อน (ถ้าเจ้าหน้าที่ยังยืนยันคำสั่งเดิม ถึงจะส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป)
ข้อที่ 4: กรณีที่เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง แต่พบว่าตนเองเป็น "ลูกหนี้" ของผู้ยื่นคำขอ เจ้าหน้าที่ท่านนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร?
ก. ดำเนินการพิจารณาต่อไปโดยยึดหลักความเที่ยงธรรม
ข. ให้ผู้ยื่นคำขอลงนามยินยอมให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้
ค. หยุดพักเรื่องไว้ก่อน และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ง. ยกเลิกคำขอนั้นทันที
เฉลย: ค. หยุดพักเรื่องไว้ก่อน และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 13 (6) ประกอบ กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง หรือลูกจ้าง ถือเป็นผู้มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง และต้องปฏิบัติตาม มาตรา 14 คือให้ "หยุดพักเรื่องไว้ก่อนและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ"
ข้อที่ 5: ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งทางปกครองที่ "กระทบสิทธิ" ของบุคคล (เช่น สั่งรื้อถอนอาคาร) เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตามข้อใดก่อนเสมอ (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน)?
ก. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. ให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน
ค. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้รับทราบ
ง. นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด
เฉลย: ข. ให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน
คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 30 บัญญัติว่าในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ตามมาตรา 30 ถือเป็นหัวใจของการคุ้มครองสิทธิประชาชนเลย ก่อนจะสั่งอะไรที่ส่งผลร้ายต่อเขา รัฐต้องให้โอกาสเขาชี้แจง โต้แย้ง หรือนำหลักฐานมาสู้ก่อนเสมอ เว้นแต่จะเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินจริงๆ