10/07/2026

อยากเป็นข้าราชการ ต้องเริ่มตรงไหน

 




    การเข้ารับราชการยังคงเป็นเป้าหมายทางอาชีพของคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ตลอดจนผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพในวัยทำงาน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทั้งความสนใจในงานภาครัฐ ความต้องการทำงานที่มีความมั่นคง โอกาสในการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ ตลอดจนความตั้งใจที่จะนำความรู้และความสามารถของตนเองมาใช้ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ระบบราชการมิได้เกิดขึ้นจากการมีวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ ดังนั้น ผู้ที่มีเป้าหมายจะรับราชการจึงควรทำความเข้าใจเส้นทางการเข้าสู่ระบบราชการและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ

    สำหรับผู้ที่มุ่งเข้าสู่ระบบ ข้าราชการพลเรือนสามัญ สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสอบภาค ก. หรือการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมบุคคลเข้าสู่การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในส่วนราชการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้สนใจควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ การสอบภาค ก. ไม่ใช่การสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการโดยตรง แต่เป็นการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และเมื่อผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนและสอบผ่านแล้ว จึงสามารถนำผลการสอบไปใช้ประกอบการสมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งที่ส่วนราชการเปิดรับตามเงื่อนไขของประกาศนั้น ๆ

    ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวจึงไม่ควรเป็นเพียงการซื้อหนังสือมาอ่านหรือเริ่มทำข้อสอบทันที หากแต่ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายทางอาชีพของตนเองให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการทำงานในลักษณะใด สนใจหน่วยงานใด และวุฒิการศึกษาที่ตนเองมีสามารถสมัครตำแหน่งใดได้บ้าง เนื่องจากตำแหน่งข้าราชการพลเรือนมีลักษณะงานและมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องพิจารณาทั้งคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง รวมถึงตรวจสอบวุฒิการศึกษาว่าตรงตามเงื่อนไขของตำแหน่งที่ต้องการสมัครหรือไม่ การศึกษาข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การเตรียมตัวมีทิศทางที่ชัดเจน และลดความเสี่ยงในการเตรียมสอบในตำแหน่งที่ตนเองไม่สามารถสมัครได้

    เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. ปัจจุบันหลักสูตรการสอบภาค ก. ประกอบด้วยการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การวัดความรู้ภาษาอังกฤษ และการวัดความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี โดยแต่ละส่วนมีลักษณะของเนื้อหาและเกณฑ์การผ่านแตกต่างกัน ผู้เตรียมสอบจึงไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะวิชาที่ตนเองถนัด แต่ควรประเมินความสามารถของตนเองในทุกส่วนและวางแผนพัฒนาจุดอ่อนควบคู่ไปกับการรักษาจุดแข็ง

    โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจหลักการและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผู้สอบจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เหตุผล การคำนวณ และการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา ขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่ควรสะสมอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรอาศัยการเร่งท่องจำเฉพาะช่วงก่อนสอบ เพราะความสามารถด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ และการอ่านจับใจความจำเป็นต้องอาศัยการฝึกซ้ำ ส่วนวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีนั้น ผู้สอบควรทำความเข้าใจหลักการและสาระสำคัญของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้วิธีท่องจำโดยปราศจากความเข้าใจ เนื่องจากการทำข้อสอบจำเป็นต้องนำหลักการไปวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำหนด

    การเตรียมสอบที่มีประสิทธิภาพจึงควรเปลี่ยนจากแนวคิด “อ่านหนังสือให้มากที่สุด” มาเป็น “อ่านอย่างมีเป้าหมายและฝึกนำความรู้ไปใช้” ผู้สอบควรเริ่มต้นด้วยการทำแบบทดสอบหรือข้อสอบจำลองเพื่อประเมินระดับความรู้ของตนเอง จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าข้อผิดพลาดเกิดจากสาเหตุใด หากผิดเพราะไม่เข้าใจเนื้อหา ก็ควรกลับไปทบทวนหลักการ หากผิดเพราะอ่านโจทย์ไม่ละเอียด ก็ควรฝึกการวิเคราะห์โจทย์ และหากทำข้อสอบไม่ทัน ก็ควรฝึกการบริหารเวลา การทำข้อสอบจึงไม่ควรสิ้นสุดลงเพียงการตรวจว่าถูกหรือผิด แต่ควรนำข้อผิดพลาดมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาตนเอง เพราะข้อสอบที่ทำผิดสามารถสะท้อนจุดอ่อนของผู้สอบได้อย่างเป็นรูปธรรม



    อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ความรู้คือการบริหารเวลา การสอบแข่งขันมีข้อจำกัดด้านเวลา ผู้สอบจึงต้องสามารถตัดสินใจได้ว่าข้อใดควรทำก่อน ข้อใดควรข้าม และข้อใดควรกลับมาพิจารณาอีกครั้ง การฝึกทำข้อสอบโดยจับเวลาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผู้สอบคุ้นเคยกับแรงกดดันและสามารถประเมินเวลาที่ตนเองใช้ในแต่ละส่วนได้มากขึ้น การฝึกในลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงจึงมีความสำคัญ เพราะการรู้คำตอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถนำความรู้มาใช้ภายใต้เวลาที่กำหนดได้

    นอกจากการสอบภาค ก. แล้ว ผู้ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเข้ารับราชการควรเริ่มศึกษาการสอบในระดับตำแหน่งไปพร้อมกันด้วย กล่าวคือ เมื่อส่วนราชการมีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งใด ผู้สมัครจะต้องพิจารณารายละเอียดของประกาศนั้นอย่างรอบคอบ ทั้งคุณสมบัติของผู้สมัคร คุณวุฒิและสาขาวิชา เนื้อหาวิชาที่ใช้สอบ วิธีการสมัคร เอกสารประกอบ ตลอดจนหลักเกณฑ์การสอบและการขึ้นบัญชี เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและส่วนราชการ

    ในส่วนของความรู้เฉพาะตำแหน่ง หรือที่ผู้สมัครจำนวนมากเรียกว่า “ภาค ข.” ผู้เตรียมสอบควรศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงานของตำแหน่งที่ตนเองสนใจ เช่น กฎหมาย ระเบียบ ความรู้เฉพาะด้าน ภารกิจของหน่วยงาน และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน การศึกษาข้อมูลของหน่วยงานเป้าหมายตั้งแต่ก่อนมีประกาศรับสมัครจะทำให้ผู้สมัครมีเวลาในการสะสมความรู้และทำความเข้าใจบริบทของงานมากขึ้น แทนที่จะรอให้ประกาศรับสมัครออกแล้วจึงเริ่มต้นศึกษาทุกอย่างพร้อมกัน

    ในทำนองเดียวกัน ผู้สมัครควรเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือ “ภาค ค.” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์ การประเมินบุคลิกภาพ ทัศนคติ หรือองค์ประกอบอื่นตามที่ส่วนราชการกำหนด การเตรียมตัวในส่วนนี้ไม่ควรหมายถึงการท่องจำคำตอบสัมภาษณ์ แต่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยงาน ตำแหน่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ ตลอดจนสามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่าเหตุใดจึงสนใจงานดังกล่าว และตนเองมีความรู้หรือประสบการณ์ที่สามารถนำมาใช้กับตำแหน่งนั้นได้อย่างไร

    สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการติดตามข่าวสารการรับสมัครอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสอบเข้ารับราชการไม่ได้มีเพียงสนามสอบเดียว และแต่ละส่วนราชการมีช่วงเวลารับสมัคร หลักเกณฑ์ และรายละเอียดแตกต่างกัน ผู้สนใจจึงควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการเป็นหลัก โดยเฉพาะเว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. ระบบรับสมัครสอบของสำนักงาน ก.พ. และเว็บไซต์ของส่วนราชการเจ้าของตำแหน่ง ทั้งนี้ ไม่ควรยึดข้อมูลจากโพสต์หรือข้อความที่เผยแพร่ต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์เป็นข้อมูลสุดท้ายโดยไม่ตรวจสอบกับประกาศฉบับจริง เนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา กำหนดการรับสมัคร หรือเอกสารที่ต้องใช้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงและหากผู้สมัครเข้าใจคลาดเคลื่อนอาจส่งผลต่อสิทธิในการสมัครสอบได้

    สำหรับปี พ.ศ. 2569 การเตรียมตัวสอบจึงควรคำนึงถึงรูปแบบการสอบและกำหนดการที่สำนักงาน ก.พ. ประกาศในแต่ละปีด้วย โดยในปี 2569 มีทั้งการสอบภาค ก. รูปแบบ Paper & Pencil และ e-Exam ผู้สนใจควรศึกษาประกาศและกำหนดการของสำนักงาน ก.พ. ในรอบที่ตนเองต้องการสมัครโดยตรง เนื่องจากจำนวนที่นั่งสอบ ศูนย์สอบ คุณสมบัติผู้สมัคร และรายละเอียดต่าง ๆ เป็นข้อมูลที่ต้องยึดตามประกาศของแต่ละรอบ

    อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวสอบราชการไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องวิชาการ เพราะการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจและการจัดการชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ที่ทำงานไปด้วยและเตรียมสอบไปด้วยอาจไม่สามารถอ่านหนังสือได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน แต่สามารถแบ่งเวลาเป็นช่วงสั้น ๆ และทำอย่างสม่ำเสมอได้ การอ่านวันละหนึ่งหรือสองชั่วโมงอย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่องอาจมีประโยชน์มากกว่าการอ่านอย่างหนักเพียงไม่กี่วันก่อนสอบ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพของการเรียนรู้และความสม่ำเสมอในการฝึกฝน

    สำหรับผู้ที่เคยสอบแล้วไม่ผ่าน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การมองผลสอบเป็นเครื่องตัดสินความสามารถของตนเอง แต่ควรนำผลที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่าเสียคะแนนจากส่วนใด มีปัญหาเรื่องความรู้ การบริหารเวลา หรือความผิดพลาดในการทำข้อสอบ หากพบว่าปัญหาอยู่ที่การคิดวิเคราะห์ ก็ควรเพิ่มการฝึกโจทย์ หากเป็นภาษาอังกฤษก็ควรสะสมทักษะอย่างต่อเนื่อง หรือหากเป็นเนื้อหาด้านกฎหมายและระเบียบ ก็ควรกลับไปสร้างความเข้าใจในหลักการ การสอบแต่ละครั้งจึงสามารถทำหน้าที่เป็นข้อมูลสะท้อนผลการเตรียมตัว และช่วยให้การเตรียมสอบครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ท้ายที่สุดแล้ว การเข้าสู่ระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามเพียงว่า “จะอ่านหนังสืออะไรดี” แต่ควรเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ “เราอยากทำงานอะไร และต้องผ่านขั้นตอนใดจึงจะไปถึงตำแหน่งนั้น” เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยศึกษาคุณสมบัติ วางแผนการสอบ เตรียมความรู้ทั่วไป พัฒนาความรู้เฉพาะตำแหน่ง ฝึกทำข้อสอบ ติดตามประกาศ และเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการคัดเลือกในขั้นต่อไป

การสอบเข้ารับราชการอาจเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และความต่อเนื่อง แต่การเตรียมตัวอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้สมัครมองเห็นเส้นทางของตนเองได้ชัดเจนขึ้น และลดการเตรียมตัวแบบลองผิดลองถูก ดังนั้น สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายจะรับราชการในปี 2569 หรือในระยะต่อไป สิ่งที่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้คือ ศึกษาข้อมูลให้ถูกต้อง กำหนดตำแหน่งเป้าหมาย ประเมินตนเอง และลงมือเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ เพราะโอกาสในการสอบผ่านไม่ได้เกิดจากการรอให้ถึงวันสอบ แต่เกิดจากการสะสมความพร้อมในทุกวันก่อนถึงวันนั้น



10/05/2026

แนวการออกข้อสอบ ก.พ. พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562

 


    พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อสอบส่วนนี้จะวัดเรื่องการเป็นข้าราชการที่ดี เน้นหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่รัฐ และประมวลจริยธรรมที่คนเป็นข้าราชการต้องยึดถือไว้ในใจเสมอ

ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    สำหรับ พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อสอบจะไม่ค่อยเน้นถามตัวเลขหรือมาตราลึกๆ แต่จะเน้น "การวิเคราะห์สถานการณ์" ว่าพฤติกรรมที่โจทย์ให้มาตรงกับ (หรือฝ่าฝืน) มาตรฐานทางจริยธรรมข้อใด จุดที่ต้องเน้นอ่านเพื่อเก็บคะแนนมีดังนี้ครับ

1. มาตรฐานทางจริยธรรม 7 ประการ (หัวใจหลักที่ต้องจำให้แม่น) ข้อสอบชอบให้สถานการณ์สมมติมาแล้วให้เราจับคู่กับหลักจริยธรรม:

    ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ: ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่: ไม่ทุจริต ไม่รับของขวัญหรือสินบน ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา

    กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม: คีย์เวิร์ดคือ "กล้ายืนหยัด" คัดค้านหรือไม่ยอมทำตามคำสั่งนายพล/ผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ: ห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เช่น ไม่เอาเวลาราชการหรือทรัพย์สินราชการไปใช้ส่วนตัว

    มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน: ทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่า

    ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ: ให้บริการประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนรู้จัก หรือคนแปลกหน้า

    ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ: การใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างเหมาะสม ไม่ประพฤติเสื่อมเสียจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของราชการ

2. หน่วยงานที่ได้รับการ "ยกเว้น" (ข้อหลอกยอดฮิต) พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐโดยทั่วไป แต่ ไม่ใช้บังคับกับ 4 หน่วยงานนี้ (เพราะหน่วยงานเหล่านี้มีมาตรฐานจริยธรรมเฉพาะของตัวเองที่เข้มงวดอยู่แล้ว)

    หน่วยงานธุรการของรัฐสภ

    องค์กรอิสระ

    ศาล

    องค์กรอัยการ

3. องค์กรที่ดูแลเรื่องจริยธรรม (ก.ม.จ.)

    จำชื่อย่อและชื่อเต็ม: ก.ม.จ. ย่อมาจาก คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม

    ประธานกรรมการ: นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมาย

4. ใครเป็นคนทำ "ประมวลจริยธรรม"? ข้อสอบมักถามว่าหน่วยงานใดมีหน้าที่จัดทำประมวลจริยธรรมให้กับเจ้าหน้าที่แต่ละกลุ่ม ให้จำคู่กันดังนี้ครับ:

    ข้าราชการพลเรือน ➡️ องค์กรที่ทำคือ ก.พ.

    ข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือนกลาโหม ➡️ องค์กรที่ทำคือ สภากลาโหม

    ข้าราชการตำรวจ ➡️ องค์กรที่ทำคือ ก.ตร.

    ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ➡️ องค์กรที่ทำคือ ก.ค.ศ.

ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ➡️ องค์กรที่ทำคือ ก.จ., ก.ท., ก.อบต.

เทคนิคในห้องสอบ: กฎหมายฉบับนี้ใช้ "สามัญสำนึกของการเป็นคนดี" ตอบได้เลยครับ แค่จับคีย์เวิร์ดของจริยธรรมทั้ง 7 ข้อให้แม่น แล้วดูว่าการกระทำในโจทย์ส่งผลกระทบต่อเรื่องใดมากที่สุด


แนวข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยคลุมดำ)

ข้อที่ 1: การที่ข้าราชการนำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานไปใช้เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวในวันหยุด ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมข้อใดชัดเจนที่สุด? 

ก. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ 

ข. ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ 

ค. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ 

ง. มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน 

เฉลย: ค. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 (4) 

คำอธิบาย: การแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ และการไม่นำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นหัวใจหลักของจริยธรรมข้อนี้ครับ (การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน)

ข้อที่ 2: พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 "ไม่" ใช้บังคับกับหน่วยงานในข้อใด? 

ก. องค์การบริหารส่วนจังหวัด 

ข. กระทรวงการคลัง 

ค. องค์การมหาชน 

ง. หน่วยงานธุรการของรัฐสภา 

เฉลย: ง. หน่วยงานธุรการของรัฐสภา 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 3 

คำอธิบาย: กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ยกเว้น 4 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการ เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีมาตรฐานจริยธรรมเฉพาะที่เข้มงวดของตนเองอยู่แล้ว

ข้อที่ 3: ใครดำรงตำแหน่งประธาน "คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม" (ก.ม.จ.)? 

ก. นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย 

ข. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ค. เลขาธิการ ก.พ. 

ง. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน 

เฉลย: ก. นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 8 (1) 

คำอธิบาย: โครงสร้างของ ก.ม.จ. มีประธานคือ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

ข้อที่ 4: องค์กรใดมีหน้าที่จัดทำ "ประมวลจริยธรรม" สำหรับข้าราชการพลเรือน? 

ก. คณะรัฐมนตรี 

ข. คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) 

ค. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) 

ง. ผู้บังคับบัญชาของแต่ละกระทรวง 

เฉลย: ค. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 6 (1) 

คำอธิบาย: กฎหมายกำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทข้าราชการเป็นผู้ทำประมวลจริยธรรม สำหรับข้าราชการพลเรือนคือ ก.พ. ส่วน ก.ม.จ. มีหน้าที่แค่กำหนดหลักเกณฑ์ภาพรวม ไม่ได้เป็นคนเขียนประมวลจริยธรรมของแต่ละหน่วยงาน

ข้อที่ 5: เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำรายงานเท็จเพื่อปิดบังความผิดพลาดของโครงการ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะทำตาม ถือว่าเจ้าหน้าที่ท่านนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมข้อใด?

ก. ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ 

ข. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ 

ค. มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน 

ง. กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม 

เฉลย: ง. กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 (3) 

คำอธิบาย: คีย์เวิร์ดของจริยธรรมข้อนี้คือการ "คัดค้านการกระทำที่ไม่ถูกต้อง" และยืนหยัดทำในสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและจริยธรรม แม้จะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาก็ตาม












10/03/2026

แนวการออกข้อสอบ ก.พ. พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

 


    พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กฎหมายคุ้มครองคนทำงาน เน้นเรื่องกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วดันเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ? หน่วยงานหรือตัวเจ้าหน้าที่? และหลักการฟ้องร้อง รวมถึงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะเน้นวัดความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อหาว่า "ใครต้องเป็นผู้จ่ายเงินค่าเสียหาย" โดยกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ตั้งใจทำงานไม่ให้ต้องรับภาระหนักเกินไปหากเกิดข้อผิดพลาด จุดที่นำมาออกสอบบ่อยมีดังนี้

1. แยกให้ออกว่าทำ "ในหน้าที่" หรือ "นอกหน้าที่" โจทย์มักจะให้สถานการณ์สมมติมา แล้วถามว่าผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องใคร

    ทำในการปฏิบัติหน้าที่: เช่น ขับรถหลวงไปส่งเอกสารแล้วเบรกแตกชนคน ผู้เสียหาย ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ ห้ามฟ้องตัวเจ้าหน้าที่โดยตรง

    ทำนอกเหนือหน้าที่ (เรื่องส่วนตัว): เช่น ขับรถส่วนตัวไปกินข้าวเที่ยงแล้วชนคน ผู้เสียหาย ต้องฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ ห้ามฟ้องหน่วยงาน

2. การเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ (การไล่เบี้ย) กรณีที่ทำความผิด "ในการปฏิบัติหน้าที่" หน่วยงานจะจ่ายเงินชดใช้ให้ผู้เสียหายไปก่อน จากนั้นจะมาดูว่าสามารถเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่คนทำพลาดได้หรือไม่ ซึ่งข้อสอบจะเน้นระดับความผิดดังนี้:

    หน่วยงานเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้ เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำผิดแบบ "จงใจ" (ตั้งใจให้เกิด) หรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (ประมาทแบบไม่น่าให้อภัย เช่น เมาแล้วขับรถหลวง)

    หากเป็นแค่การ "ประมาทเลินเล่อธรรมดา" (เช่น ฝนตกถนนลื่นรถเลยเสียหลัก) หรือเป็นเหตุสุดวิสัย หน่วยงานต้องรับภาระจ่ายเองทั้งหมด ห้ามเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่

3. หลักการรับผิดเมื่อทำผิดหลายคน (จุดหลอกยอดฮิต) หากมีเจ้าหน้าที่ร่วมกันทำความผิดหลายคน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ใช้หลัก "รับผิดเฉพาะส่วนของตน" โดยพิจารณาตามสัดส่วนความผิดของแต่ละคน ข้อสอบมักจะมีตัวเลือกหลอกว่าให้รับผิดแบบ "ลูกหนี้ร่วม" (ตามหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป) ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ผิด ต้องจำไว้ว่ากฎหมายละเมิดของเจ้าหน้าที่ ห้ามนำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้

4. กรณีหน่วยงานไร้สังกัด หากเจ้าหน้าที่ทำผิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นสังกัดหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล หรือไม่แน่ชัดว่าสังกัดหน่วยงานไหน กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายฟ้อง "กระทรวงการคลัง"

5. อายุความที่ต้องจำ

    กรณีหน่วยงานเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่: ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย หรือ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด

    กรณีผู้เสียหายฟ้องผิดคน: เช่น ตามกฎหมายต้องฟ้องหน่วยงาน แต่ผู้เสียหายไม่รู้เลยไปฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ พอศาลยกฟ้อง (เพราะฟ้องผิดตัว) กฎหมายให้สิทธิผู้เสียหายไปฟ้องใหม่ให้ถูกตัวได้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

    การอ่านกฎหมายฉบับนี้ให้สวมบทบาทเป็นกรรมการที่คอยชี้ขาดว่างานนี้รัฐหรือเจ้าหน้าที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย เน้นจำคีย์เวิร์ดคำว่า "จงใจ" "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" และ "รับผิดเฉพาะส่วนของตน" ไว้ให้ดีครับ ลองนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ตัดตัวเลือกในข้อสอบเก่าดู จะช่วยให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น

แนวข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยคลุมดำ)

ข้อที่ 1: นาย ก. เป็นพนักงานขับรถของกรมแห่งหนึ่ง ขับรถราชการไปส่งเอกสารตามคำสั่งนายบุญ หัวหน้างาน แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อธรรมดา (ฝนตกถนนลื่น) จึงขับรถชนรถของนาย ข. เสียหาย กรณีนี้นาย ข. จะต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากใคร? 

ก. นาย ก. (คนขับรถ) 

ข. นายบุญ (หัวหน้างานผู้สั่งการ) 

ค. กรมต้นสังกัดของนาย ก. 

ง. กระทรวงการคลัง 

เฉลย: ค. กรมต้นสังกัดของนาย ก. 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย... ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้"

คำอธิบาย: การขับรถไปส่งเอกสารตามคำสั่งถือเป็นการกระทำ "ในการปฏิบัติหน้าที่" กฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่โดยกำหนดให้ผู้เสียหายต้องฟ้อง "หน่วยงานของรัฐ" โดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ครับ

ข้อที่ 2: จากกรณีในข้อ 1 เมื่อกรมต้นสังกัดได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้นาย ข. ไปแล้ว กรมต้นสังกัดจะสามารถเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินคืน (ไล่เบี้ย) ได้หรือไม่? 

ก. ได้ เพราะนาย ก. เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง 

ข. ได้ แต่ต้องหักลบกับสวัสดิการของนาย ก. 

ค. ไม่ได้ เพราะนาย ก. ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 

ง. ไม่ได้ เพราะกรมต้นสังกัดต้องรับผิดชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่เสมอ 

เฉลย: ค. ไม่ได้ เพราะนาย ก. ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ระบุว่าหน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินคืนได้เฉพาะกรณีที่ "เจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (ถ้าประมาทธรรมดา เรียกคืนไม่ได้) 

คำอธิบาย: รัฐจะเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำไปเพราะ "จงใจ" (ตั้งใจชน) หรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (เช่น เมาแล้วขับ) เท่านั้น แต่ในโจทย์ระบุว่าเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา รัฐจึงต้องรับภาระไว้เองทั้งหมดครับ

ข้อที่ 3: กรณีที่เจ้าหน้าที่หลายคนร่วมกันกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ การชดใช้ค่าเสียหายต้องใช้หลักเกณฑ์ใด? 

ก. ให้ทุกคนรับผิดชอบเท่าๆ กัน 

ข. ให้ใช้หลักลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

ค. ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรับผิดชอบมากที่สุด 

ง. ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ

เฉลย: ง. ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 8 วรรคสี่ ระบุชัดเจนว่า "ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น"

คำอธิบาย: จุดนี้คือข้อหลอกที่ออกสอบบ่อยที่สุดครับ! กฎหมายนี้ยกเว้นหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป โดยกำหนดให้ต่างคนต่างรับผิด "เฉพาะส่วนของตน" ตามสัดส่วนความผิด ห้ามบังคับให้คนใดคนหนึ่งเหมาจ่ายแทนเพื่อน (ห้ามใช้หลักลูกหนี้ร่วม)

ข้อที่ 4: นาย ค. ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดหน่วยงานใด หรือหน่วยงานนั้นไม่ได้เป็นนิติบุคคล นาย ค. จะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใด?

ก. สำนักนายกรัฐมนตรี 

ข. กระทรวงการคลัง 

ค. กรมบัญชีกลาง 

ง. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 

เฉลย: ข. กระทรวงการคลัง อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 วรรคสอง ระบุว่า "ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด"

คำอธิบาย: หากเป็นกรณีหน่วยงานที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือหาตัวหน่วยงานต้นสังกัดไม่เจอ กฎหมายกำหนดให้ "กระทรวงการคลัง" เป็นผู้รับหน้าเสื่อถูกฟ้องแทนครับ

ข้อที่ 5: หากประชาชนผู้เสียหาย ฟ้องร้องผิดตัว (เช่น ฟ้องเจ้าหน้าที่แทนที่จะฟ้องหน่วยงาน) และต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องผิดคน ประชาชนผู้นั้นจะมีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ให้ถูกตัวได้ภายในระยะเวลาเท่าใด? 

ก. 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

ข. 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

ค. 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

ง. 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

เฉลย: ค. 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 6 และ มาตรา 7 ที่ระบุตรงกันว่า หากผู้เสียหายฟ้องผิดตัว (ฟ้องหน่วยงานแทนเจ้าหน้าที่ หรือ ฟ้องเจ้าหน้าที่แทนหน่วยงาน) แล้วศาลยกฟ้อง หากอายุความเหลือไม่ถึง 6 เดือน กฎหมายให้สิทธิ "ขยายอายุความไปได้ถึง 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด" 

คำอธิบาย: กฎหมายให้ความคุ้มครองประชาชนที่อาจไม่รู้กฎหมาย หากไปฟ้องผิดคนแล้วศาลยกฟ้อง (และอายุความปกติอาจจะหมดไปแล้ว) กฎหมายจะขยายเวลาให้ไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องได้ภายใน "6 เดือน" นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดครับ






10/01/2026

แนวการออกข้อสอบ ก.พ. พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 



    พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้เกี่ยวกับการตัดสินใจและออกคำสั่งทางราชการ เน้นอ่านเรื่องขั้นตอนการทำคำสั่งทางปกครอง สิทธิของคู่กรณี (ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) และที่ออกสอบบ่อยมากคือ "การยื่นอุทธรณ์คำสั่ง" ว่าต้องทำภายในกี่วัน ยื่นกับใคร

ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เปรียบเสมือน "กติกา" ที่คอยกำกับดูแลว่าข้าราชการจะใช้อำนาจตัดสินใจหรือออกคำสั่งอย่างไรให้ยุติธรรม และถ้าประชาชนหรือผู้ถูกสั่งไม่เห็นด้วยจะมีสิทธิโต้แย้งตามขั้นตอนใด ข้อสอบ ก.พ. มักจะเจาะลึกไปที่ความเข้าใจในประเภทของคำสั่ง สิทธิของประชาชน และกรอบเวลาในการอุทธรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจำดังนี้ครับ

1. คำสั่งทางปกครอง VS กฎ (ต้องแยกให้ออก) ข้อสอบชอบให้สถานการณ์มาแล้วถามว่าข้อใดคือคำสั่งทางปกครอง

    คำสั่งทางปกครอง: เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบสิทธิ "เฉพาะเจาะจงบุคคลหรือกลุ่มคน" เช่น การอนุมัติใบอนุญาต, การสั่งพักใช้ใบอนุญาต, การไม่อนุมัติให้ก่อสร้าง, การสั่งลงโทษไล่ออก, การสั่งปรับ

    กฎ: เป็นการใช้อำนาจที่มีผลบังคับใช้ "เป็นการทั่วไป" ไม่เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง เช่น พระราชกฤษฎีกา, กฎกระทรวง, ระเบียบ, ประกาศ (กฎ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง)

2. ความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ (ห้ามมีส่วนได้เสีย) กฎหมายนี้ซีเรียสมากเรื่องเจ้าหน้าที่ต้องเป็นกลาง ข้อสอบมักถามว่าใครบ้างที่ "ห้าม" เป็นผู้พิจารณาทำคำสั่งทางปกครองเด็ดขาด:

    คู่หมั้น หรือ คู่สมรส ของคู่กรณี

    ญาติของคู่กรณี (บุพการี, ผู้สืบสันดานไม่จำกัดชั้น, พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา, ลูกพี่ลูกน้องตามที่กฎหมายกำหนด)

    คนที่เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือนายจ้าง ลูกจ้างของคู่กรณี

    จุดสำคัญ: หากเจ้าหน้าที่รู้ตัวว่าเข้าข่ายนี้ ต้อง "หยุดพักเรื่อง" และแจ้งผู้บังคับบัญชาทันที จะดันทุรังทำคำสั่งต่อไปไม่ได้

3. สิทธิของคู่กรณี (ประชาชนหรือผู้ที่ถูกสั่ง)

    สิทธิโต้แย้ง: ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งที่ส่งผลร้ายต่อบุคคล (เช่น จะสั่งรื้อถอนอาคาร) กฎหมายบังคับว่าเจ้าหน้าที่ ต้อง ให้โอกาสคู่กรณีรับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนเสมอ (ยกเว้นเป็นกรณีฉุกเฉินมากๆ หรือเรื่องที่ต้องปิดเป็นความลับ)

    สิทธิมีที่ปรึกษา: คู่กรณีสามารถนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้ และสิ่งที่ทนายทำ ถือเสมือนว่าคู่กรณีเป็นคนทำเอง

4. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง (จุดที่ออกสอบบ่อยและออกทุกปี!) จำตัวเลขและเงื่อนไขไทม์ไลน์เหล่านี้ให้แม่น:

    ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

    ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ "เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง" (ระวังโดนหลอกว่าต้องยื่นต่อหัวหน้า หรือยื่นต่อศาล ต้องยื่นให้คนทำคำสั่งทบทวนตัวเองก่อนเสมอ)

    เจ้าหน้าที่คนที่ทำคำสั่งมีเวลาพิจารณาทบทวนตัวเอง 30 วัน

    ถ้าทบทวนแล้วเจ้าหน้าที่ยังดื้อ ยืนยันคำสั่งเดิม ไม่ยอมเปลี่ยน ให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องไปให้ "ผู้บังคับบัญชา" พิจารณาต่อภายใน 30 วัน

5. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

    คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิเพิกถอนได้เสมอ แต่ต้องคำนึงถึง "ความเชื่อโดยสุจริต" ของประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งนั้นไปแล้วด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจากการทำงานผิดพลาดของรัฐ

    เทคนิคการทำข้อสอบกฎหมายฉบับนี้ ให้สวมหมวกมองในมุมของการ "ปกป้องสิทธิประชาชนจากการถูกรัฐรังแก" จะทำให้เข้าใจตรรกะของตัวเลือกได้ง่ายขึ้น ลองเน้นจำความแตกต่างระหว่าง "กฎ" กับ "คำสั่ง"


แนวข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยคลุมดำ)

ข้อที่ 1: ข้อใดต่อไปนี้ ถือเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามกฎหมายฉบับนี้? 

ก. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดตั้งหน่วยงาน 

ข. กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม 

ค. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 

ง. คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

เฉลย: ง. คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

    คำอธิบาย: มาตรา 5 บทนิยาม "คำสั่งทางปกครอง" คือการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล (เช่น การสั่งพักใช้ใบอนุญาต) ส่วนข้ออื่นเข้าข่ายนิยามของคำว่า "กฎ" ซึ่งบังคับใช้เป็นการทั่วไป  "คำสั่งทางปกครอง" ต้องมีผลกระทบต่อสิทธิและ "เจาะจงตัวบุคคล" (ในที่นี้คือเจาะจงโรงงานที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต) ส่วนข้อ ก, ข และ ค มีลักษณะบังคับใช้เป็นการทั่วไป ไม่เจาะจงใคร จึงถือเป็น "กฎ" ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

ข้อที่ 2: หากนาย ก. ได้รับคำสั่งไม่อนุมัติการก่อสร้างอาคาร และต้องการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลากี่วัน? 

ก. 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง 

ข. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง 

ค. 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง 

ง. 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

เฉลย: ข. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

    คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง (กรณีที่กฎหมายเฉพาะไม่ได้กำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น) ให้ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง

ข้อที่ 3: จากข้อ 2 เมื่อนาย ก. ต้องการอุทธรณ์คำสั่ง นาย ก. จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อใคร? 

ก. ศาลปกครอง 

ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด

 ค. ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ 

ง. เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองนั้น

เฉลย: ง. เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองนั้น

คำอธิบาย: ข้อนี้ข้อสอบ ก.พ. ชอบนำมาออกหลอกบ่อยๆ  ตามมาตรา 44 การอุทธรณ์จะต้องยื่นต่อ "เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง" เสมอ เพื่อให้โอกาสเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ทบทวนตัวเองก่อน (ถ้าเจ้าหน้าที่ยังยืนยันคำสั่งเดิม ถึงจะส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป)

ข้อที่ 4: กรณีที่เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง แต่พบว่าตนเองเป็น "ลูกหนี้" ของผู้ยื่นคำขอ เจ้าหน้าที่ท่านนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร? 

ก. ดำเนินการพิจารณาต่อไปโดยยึดหลักความเที่ยงธรรม 

ข. ให้ผู้ยื่นคำขอลงนามยินยอมให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้ 

ค. หยุดพักเรื่องไว้ก่อน และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ 

ง. ยกเลิกคำขอนั้นทันที

เฉลย: ค. หยุดพักเรื่องไว้ก่อน และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

    คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 13 (6) ประกอบ กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง หรือลูกจ้าง ถือเป็นผู้มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง และต้องปฏิบัติตาม มาตรา 14 คือให้ "หยุดพักเรื่องไว้ก่อนและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ"

ข้อที่ 5: ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งทางปกครองที่ "กระทบสิทธิ" ของบุคคล (เช่น สั่งรื้อถอนอาคาร) เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตามข้อใดก่อนเสมอ (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน)? 

ก. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

ข. ให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน 

ค. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้รับทราบ 

ง. นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด

เฉลย: ข. ให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน

    คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 30 บัญญัติว่าในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ตามมาตรา 30 ถือเป็นหัวใจของการคุ้มครองสิทธิประชาชนเลย ก่อนจะสั่งอะไรที่ส่งผลร้ายต่อเขา รัฐต้องให้โอกาสเขาชี้แจง โต้แย้ง หรือนำหลักฐานมาสู้ก่อนเสมอ เว้นแต่จะเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินจริงๆ 







9/29/2026

แนวการออกข้อสอบ ก.พ. พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 



    พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ว่าด้วยหลักการทำงานยุคใหม่ที่ต้องรวดเร็วและคุ้มค่า ให้เน้นอ่านเป้าหมายของการทำงานที่ต้องมุ่งเน้น "ประโยชน์สุขของประชาชน" เป็นหลัก รวมถึงวิธีการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ลดขั้นตอนที่ยืดเยื้อ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน

ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    สำหรับแนวข้อสอบ พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562) กฎหมายฉบับนี้คือ "คู่มือการทำงานของข้าราชการยุคใหม่" ข้อสอบจะไม่ค่อยถามความจำเรื่องตัวเลขหรือมาตรา แต่จะเน้นถามความเข้าใจในเชิงวิเคราะห์ว่า "การปฏิบัติงานลักษณะนี้ ตรงกับเป้าหมายข้อใด"

หัวใจสำคัญที่นำมาออกสอบบ่อยที่สุดคือ เป้าหมายหลัก 7 ประการ ดังนี้ครับ:

1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน (เป้าหมายสูงสุด)

    จุดที่มักออกสอบ: การทำงานต้องถือว่า "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" หากมีการปฏิบัติงานที่กระทบต่อประชาชน ต้องรีบแก้ไข และหากเกิดความขัดแย้งระหว่างส่วนราชการ ต้องร่วมกันแก้ไขโดยด่วน

    คีย์เวิร์ดจำ: ความผาสุก, ประชาชนเป็นศูนย์กลาง, สุจริตโปร่งใส

2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ (เน้นการวางแผน)

    จุดที่มักออกสอบ: ก่อนเริ่มงาน ส่วนราชการต้องทำ "แผนปฏิบัติราชการ" เสมอ โดยต้องระบุเป้าหมาย ตัวชี้วัด และงบประมาณให้ชัดเจน หากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ต้องทำงานแบบ "บูรณาการ" ร่วมกัน

    คีย์เวิร์ดจำ: แผนปฏิบัติราชการ, เป้าหมาย, บูรณาการ, ตัวชี้วัด

3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า (เน้นความคุ้มเงินภาษี)

    จุดที่มักออกสอบ: ส่วนราชการต้องจัดทำ "บัญชีต้นทุน" และมีการประเมินความคุ้มค่า หากงานไหนให้เอกชนทำแล้วประหยัดหรือคุ้มค่ากว่า ก็สามารถมอบให้เอกชนทำแทนได้

คีย์เวิร์ดจำ: บัญชีต้นทุน, ความคุ้มค่าเงิน, จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

4. ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน (เน้นความรวดเร็ว)

จุดที่มักออกสอบ: เน้นการ "กระจายอำนาจ" การตัดสินใจลงไปให้ผู้ปฏิบัติงานเพื่อความรวดเร็ว และข้อสอบชอบถามเรื่องการตั้ง "ศูนย์บริการร่วม (One Stop Service)" เพื่อให้ประชาชนมาติดต่อจุดเดียวจบ

คีย์เวิร์ดจำ: กระจายอำนาจ, ศูนย์บริการร่วม, ลดระยะเวลา

5. ปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ (เน้นความทันโลก)

จุดที่มักออกสอบ: ส่วนราชการต้องหมั่นทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบของตัวเองว่าล้าสมัยหรือไม่ หากภารกิจไหนหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน ต้องเสนอให้ยุบเลิก

คีย์เวิร์ดจำ: ทบทวนกฎหมาย, ยกเลิกภารกิจที่หมดความจำเป็น, ทันต่อสถานการณ์

6. อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการ (เน้นการบริการ)

จุดที่มักออกสอบ: ส่วนราชการต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ (เว้นแต่เรื่องความมั่นคง) และจุดที่ออกบ่อยคือ หากมีข้อร้องเรียนหรือสอบถามจากประชาชน ส่วนราชการต้องตอบกลับภายใน 15 วัน

คีย์เวิร์ดจำ: เปิดเผยข้อมูล, ตอบคำถามภายใน 15 วัน, ระบบเครือข่ายสารสนเทศ

7. ประเมินผลการปฏิบัติราชการ (เน้นการตรวจสอบ)

จุดที่มักออกสอบ: ต้องมีการประเมินผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งประเมินภาพรวมหน่วยงาน และประเมินรายบุคคล โดยต้องให้บุคคลภายนอก (ผู้ประเมินอิสระ) มาร่วมประเมินด้วย

คีย์เวิร์ดจำ: ผู้ประเมินอิสระ, ประเมินความพึงพอใจของประชาชน


ประเด็นอัปเดตที่มักออกสอบ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) ข้อสอบมักหยิบยกประเด็นการบริหารราชการยุคใหม่มาถาม โดย พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ได้ปรับปรุงให้ส่วนราชการต้องนำ "เทคโนโลยีดิจิทัล" มาใช้ในการทำงาน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและต้องให้บริการประชาชนผ่าน "แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง" เป็นหลัก

เทคนิคในห้องสอบ: เวลาเจอโจทย์ยาวๆ ให้กวาดสายตาหา "คีย์เวิร์ด" แล้วจับคู่กับเป้าหมายทั้ง 7 ข้อให้ตรงจุด เช่น โจทย์ถามว่า "การจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี ตอบโจทย์ข้อใด?" คำตอบคือ "เกิดผลสัมฤทธิ์" หรือ "การตั้งศูนย์บริการร่วม ตอบโจทย์ข้อใด?" คำตอบคือ "ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน"


ตัวอย่างข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยให้คลุมดำ) 

ข้อที่ 1: เป้าหมายสูงสุดของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือข้อใด? 

ก. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 

ข. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า 

ค. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 

ง. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

เฉลย: ค. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

        คำอธิบาย: มาตรา 7 ที่กำหนดให้การทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักการและเป้าหมายสูงสุดของการบริหารราชการ นี่คือเป้าหมายอันดับ 1 และเป็นหัวใจหลักของการทำงานราชการเลยครับ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าการบริหารราชการต้องมีเป้าหมายเพื่อความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง  

ข้อที่ 2: การที่ส่วนราชการต้องจัดทำ "แผนปฏิบัติราชการ" เป็นการทำงานที่ตอบสนองเป้าหมายในเรื่องใด? 

ก. การเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 

ข. การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ 

ค. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 

ง. การประเมินผลการปฏิบัติราชการ

เฉลย: ก. การเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

    คำอธิบาย: มาตรา 9 (1) ที่ระบุว่าก่อนดำเนินการใดๆ ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย คีย์เวิร์ดของคำว่า "ผลสัมฤทธิ์" คือการทำงานแบบมีการวางแผนครับ กฎหมายกำหนดว่าก่อนจะทำภารกิจใดๆ ส่วนราชการต้องทำ "แผนปฏิบัติราชการ" (ระบุรายละเอียด เป้าหมาย งบประมาณ ตัวชี้วัด) เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ครับ

ข้อที่ 3: กรณีที่ประชาชนมีหนังสือสอบถามมายังส่วนราชการ ส่วนราชการนั้นจะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ประชาชนทราบภายในระยะเวลาเท่าใด? 

ก. 7 วัน 

ข. 15 วัน 

ค. 30 วัน 

ง. 60 วัน

เฉลย: ข. 15 วัน

คำอธิบาย: มาตรา 38 กฎหมายระบุตัวเลขชัดเจนว่าเมื่อประชาชนสอบถาม ต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการภายใน 15 วัน ข้อนี้ออกสอบบ่อย อยู่ในหมวดของการอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน 

ข้อที่ 4: การจัดตั้ง "ศูนย์บริการร่วม" (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนติดต่อสอบถามหรือขออนุมัติเรื่องต่างๆ ได้ ณ จุดเดียว สอดคล้องกับหมวดใดมากที่สุด? 

ก. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 

ข. การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน 

ค. การเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 

ง. การมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า

เฉลย: ก. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน

คำอธิบาย: แม้เป้าหมายของศูนย์บริการร่วมคือเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก แต่ในตัวบทกฎหมาย (มาตรา 32) ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ใน หมวด 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ครับ จุดนี้คือ "ข้อหลอก" คลาสสิกที่ข้อสอบ ก.พ. ชอบนำมาวัดความแม่นยำในการแยกหมวดหมู่ หากเจอโจทย์นี้ในห้องสอบ ต้องตอบว่า "ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน"

ข้อที่ 5 (เก็งข้อสอบอัปเดต): ตามกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562) เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล ส่วนราชการต้องจัดให้มีการบริการประชาชนผ่านช่องทางใดเป็นหลัก? 

ก. แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง 

ข. ศูนย์บริการร่วมระดับจังหวัด 

ค. เว็บไซต์ของแต่ละส่วนราชการ 

ง. แอปพลิเคชันส่วนตัวของเจ้าหน้าที่

เฉลย: ก. แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง

คำอธิบาย: กฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 (มาตรา 28/1) ที่กำหนดให้ส่วนราชการต้องให้บริการผ่านระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเป็นหลักเพื่อความทันสมัย ยกระดับราชการไทย กฎหมายบังคับเลยว่าส่วนราชการต้องนำเทคโนโลยีมาใช้และให้บริการผ่าน "แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง" เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางครับ




9/27/2026

แนวการออกข้อสอบ ก.พ. พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 



    พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้เปรียบเสมือนโครงสร้างบ้านของระบบราชการไทย! ให้เน้นทำความเข้าใจการแบ่งส่วนราชการเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง (กระทรวง ทบวง กรม), ส่วนภูมิภาค (จังหวัด อำเภอ) และส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ต้องจำอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งสำคัญๆ อย่าง รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอให้แม่น
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

สำหรับแนวข้อสอบ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือน "กระดูกสันหลัง" ของระบบราชการไทย ข้อสอบมักจะวัดความแม่นยำในการแยกแยะโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ โดยมีจุดที่มักจะนำมาออกสอบบ่อยๆ ดังนี้ครับ

1. หลักการจัดระเบียบบริหารราชการ (ออกทุกปี ต้องจำให้แม่น) ข้อสอบชอบให้จับคู่หลักการบริหารกับส่วนราชการ คุณต้องแยก 3 คำนี้ให้ออก:

ส่วนกลาง (กระทรวง ทบวง กรม): ใช้หลักการ "รวมอำนาจ" (สั่งการจากศูนย์กลาง)

ส่วนภูมิภาค (จังหวัด อำเภอ): ใช้หลักการ "แบ่งอำนาจ" (ส่วนกลางแบ่งอำนาจมาให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอตัดสินใจแทน)

ส่วนท้องถิ่น (อบจ. อบต. เทศบาล กทม. พัทยา): ใช้หลักการ "กระจายอำนาจ" (ให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งคนมาบริหารกันเอง)

2. ฐานะ "นิติบุคคล" ข้อสอบมักหลอกถามว่าหน่วยงานไหนเป็นหรือไม่เป็นนิติบุคคล (นิติบุคคลคือทำนิติกรรม ฟ้องร้องได้ด้วยตัวเอง)

เป็นนิติบุคคล: สำนักนายกรัฐมนตรี, กระทรวง, ทบวง, กรม, จังหวัด, และส่วนท้องถิ่นทั้งหมด

ไม่เป็นนิติบุคคล: อำเภอ (ข้อนี้ออกสอบบ่อยมาก อำเภอเป็นแค่ส่วนที่แบ่งย่อยมาจากจังหวัด ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล)

3. การตั้ง ยุบ เปลี่ยนชื่อ โอน ส่วนราชการ ต้องจำให้ได้ว่าต้องออกเป็นกฎหมายอะไร:

ตั้งกระทรวง/ทบวง/กรมใหม่ = ออกเป็น พ.ร.บ.

รวมหรือโอนส่วนราชการ (ถ้าไม่มีการตั้งตำแหน่ง/ลูกจ้างเพิ่ม) = ออกเป็น พ.ร.ฎ.

เปลี่ยนชื่อกระทรวง/กรม = ออกเป็น พ.ร.ฎ.

ยุบส่วนราชการ = ออกเป็น พ.ร.ฎ.

แบ่งส่วนราชการภายในกรม (ตั้งกอง) = ออกเป็น กฎกระทรวง

4. ผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ ข้อสอบจะถามความเชื่อมโยงของสายบังคับบัญชา:

สำนักนายกรัฐมนตรี: มีฐานะเป็น "กระทรวง" ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือ นายกรัฐมนตรี

จังหวัด: ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นข้าราชการสังกัด "กระทรวงมหาดไทย" (รับคำสั่งจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มาปฏิบัติ)

อำเภอ: นายอำเภอ เป็นข้าราชการสังกัด "กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย" (แต่ต้องรับคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัด)

5. "รักษาราชการแทน" VS "ปฏิบัติราชการแทน" (จุดปราบเซียน) สองคำนี้ความหมายในทางกฎหมายไม่เหมือนกัน ข้อสอบชอบเอามาสลับกันหลอก:

ปฏิบัติราชการแทน: มีคนอยู่ แต่ "มอบอำนาจ" ให้คนอื่นทำแทนในบางเรื่อง (คนมอบยังมีอำนาจอยู่)

รักษาราชการแทน: ไม่มีคนอยู่ (เช่น ตำแหน่งว่างลง, ไปต่างประเทศ, ป่วยหนัก) เลยต้องมีคนมา "นั่งเก้าอี้แทน" (คนมาแทนมีอำนาจเต็มเท่าคนเดิม)

6. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

จำตัวย่อให้ดี (ก.พ.ร. ไม่ใช่ ก.พ.)

มีหน้าที่เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการ

นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน

เทคนิคการอ่าน: เวลาอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้เขียน Mind Map โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ (กลาง -> ภูมิภาค -> ท้องถิ่น) แล้วโยงเส้นสายการบังคับบัญชา จะช่วยให้เห็นภาพรวมและจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำตัวหนังสือล้วนๆ

ลองเอาหัวข้อเหล่านี้ไปเปิดเทียบกับตัวบทกฎหมายหรือหนังสือสรุปที่คุณมี แล้วทำเครื่องหมายเน้นข้อความไว้เลยครับ จุดพวกนี้คือ "คะแนนฟรี" ถ้าเราดักทางข้อสอบถูก ขอให้อ่านหนังสืออย่างมีความสุขและทำข้อสอบได้ทะลุปรุโปร่ง

ตัวอย่างข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลายให้คลุมดำ)


ข้อที่ 1: การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ใช้หลักการบริหารราชการตามข้อใด? 

ก. การรวมอำนาจ 

ข. การแบ่งอำนาจ 

ค. การกระจายอำนาจ 

ง. การมอบอำนาจ 

เฉลย: ข. การแบ่งอำนาจ คำอธิบาย: ส่วนภูมิภาค (จังหวัด, อำเภอ) ใช้หลัก "การแบ่งอำนาจ" โดยส่วนกลางแบ่งอำนาจการตัดสินใจบางส่วนมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ส่วนหลักการรวมอำนาจเป็นของส่วนกลาง และการกระจายอำนาจเป็นของส่วนท้องถิ่น

ข้อที่ 2: ส่วนราชการในข้อใดต่อไปนี้ "ไม่มี" ฐานะเป็นนิติบุคคล? 

ก. กระทรวงมหาดไทย 

ข. กรมการปกครอง 

ค. จังหวัดเชียงใหม่ 

ง. อำเภอเมืองเชียงใหม่ 

เฉลย: ง. อำเภอเมืองเชียงใหม่ คำอธิบาย: อำเภอเป็นเพียงหน่วยงานย่อยที่แบ่งออกมาจากจังหวัดเพื่อความสะดวกในการปกครองตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล (ฟ้องร้องหรือทำนิติกรรมเองไม่ได้) ในขณะที่ กระทรวง กรม จังหวัด และส่วนท้องถิ่น ล้วนเป็นนิติบุคคล 

กฎหมายระบุชัดเจนว่า สำนักนายกฯ กระทรวง กรม (มาตรา 7) และจังหวัด (มาตรา 52) เป็นนิติบุคคล แต่ในส่วนของอำเภอ (มาตรา 61) กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นนิติบุคคล

ข้อที่ 3: การจัดตั้งกระทรวง ทบวง หรือกรมขึ้นใหม่ ต้องตราเป็นกฎหมายประเภทใด? 

ก. พระราชบัญญัติ 

ข. พระราชกฤษฎีกา 

ค. กฎกระทรวง 

ง. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 

เฉลย: ก. พระราชบัญญัติ คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 8 การ "ตั้ง" กระทรวง ทบวง กรมใหม่ ต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (แต่ถ้าเป็นกรณี ยุบ เปลี่ยนชื่อ หรือรวม/โอนโดยไม่ได้เพิ่มตำแหน่ง จะใช้เพียง พระราชกฤษฎีกา) 

ข้อที่ 4: ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ (เช่น ป่วยหนัก หรือไปราชการต่างประเทศ) การให้บุคคลอื่นมาทำหน้าที่ในเก้าอี้นั้นแทน เรียกว่าอะไร? 

ก. ปฏิบัติราชการแทน 

ข. รักษาราชการแทน 

ค. รักษาการแทน 

ง. ทำการแทน 

เฉลย: ข. รักษาราชการแทน คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 46 กฎหมายระบุคำศัพท์เฉพาะไว้ชัดเจนว่า หากไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้ "รักษาราชการแทน" คีย์เวิร์ดคือ "ตำแหน่งว่างลง" หรือ "ตัวไม่อยู่" กฎหมายจะใช้คำว่า รักษาราชการแทน ซึ่งผู้ที่มาทำหน้าที่จะมีอำนาจเต็มเท่ากับอธิบดีตัวจริง ส่วนคำว่า "ปฏิบัติราชการแทน" จะใช้ในกรณีที่ตัวยังอยู่ แต่มอบอำนาจบางเรื่องให้คนอื่นทำแทน


ข้อที่ 5: สำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเทียบเท่าส่วนราชการใด? 

ก. กระทรวง 

ข. ทบวง 

ค. กรม 

ง. กอง 

เฉลย: ก. กระทรวง คำอธิบาย: อ้างอิงตาม มาตรา 7 วรรคสอง ระบุไว้ตรงตัวว่า "สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง" และมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด






9/25/2026

ข้อสอบกฎหมาย กพ ออกอะไร



     ใครกำลังเตรียมตัวสอบ ก.พ. ภาค ก. มารวมกันตรงนี้! หนึ่งในวิชาที่หลายคนกังวลคือ "วิชากฎหมาย" (วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี) ซึ่งข้อสอบในส่วนนี้มีทั้งหมด 25 ข้อ และที่สำคัญคือต้องทำคะแนนรวมให้ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนดด้วย
    เป้าหมายหลักของวิชานี้ไม่ได้ให้ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่เน้นวัดความเข้าใจว่าเรามองภาพโครงสร้างราชการ อำนาจหน้าที่ และการปฏิบัติงานออกหรือไม่ อย่าเพิ่งท้อกับชื่อกฎหมา
ยยาวๆ ลองมาจับจุดกันดูว่ากฎหมายทั้ง 6 ฉบับที่ออกสอบ เขาเน้นเนื้อหาตรงไหนกันบ้าง

    1. พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้เปรียบเสมือนโครงสร้างบ้านของระบบราชการไทย! ให้เน้นทำความเข้าใจการแบ่งส่วนราชการเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง (กระทรวง ทบวง กรม), ส่วนภูมิภาค (จังหวัด อำเภอ) และส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ต้องจำอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งสำคัญๆ อย่าง รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอให้แม่น
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    2. พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ว่าด้วยหลักการทำงานยุคใหม่ที่ต้องรวดเร็วและคุ้มค่า ให้เน้นอ่านเป้าหมายของการทำงานที่ต้องมุ่งเน้น "ประโยชน์สุขของประชาชน" เป็นหลัก รวมถึงวิธีการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ลดขั้นตอนที่ยืดเยื้อ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    3. พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้เกี่ยวกับการตัดสินใจและออกคำสั่งทางราชการ เน้นอ่านเรื่องขั้นตอนการทำคำสั่งทางปกครอง สิทธิของคู่กรณี (ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) และที่ออกสอบบ่อยมากคือ "การยื่นอุทธรณ์คำสั่ง" ว่าต้องทำภายในกี่วัน ยื่นกับใคร
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    4. ประมวลกฎหมายอาญา (เฉพาะความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ) ไม่ต้องอ่านทั้งเล่ม! ให้อ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ เน้นความเข้าใจเรื่องการทุจริต การรับสินบน และการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (มาตราดังๆ อย่าง 157 ต้องจำให้แม่น)
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    5. พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กฎหมายคุ้มครองคนทำงาน เน้นเรื่องกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วดันเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ? หน่วยงานหรือตัวเจ้าหน้าที่? และหลักการฟ้องร้อง รวมถึงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    6. พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อสอบส่วนนี้จะวัดเรื่องการเป็นข้าราชการที่ดี เน้นหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่รัฐ และประมวลจริยธรรมที่คนเป็นข้าราชการต้องยึดถือไว้ในใจเสมอ
ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่

    เห็นไหมว่าถ้าเรา "จับจุดถูก" วิชากฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกฉบับมีแก่นของมันอยู่ แค่เราเข้าใจภาพรวมว่ากฎหมายนั้นเขียนมาเพื่ออะไร ก็สามารถวิเคราะห์หาคำตอบในห้องสอบได้สบายๆ
เส้นทางสู่การสวมเครื่องแบบ "ข้าราชการ" อาจจะต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยในการอ่านหนังสือช่วงนี้ แต่มันคุ้มค่าแน่นอนกับความมั่นคงในชีวิตของคุณและครอบครัวในระยะยาว หยิบหนังสือขึ้นมาเลยครับ แบ่งเวลาอ่านและทำความเข้าใจวันละนิด ทบทวนข้อสอบเก่าบ่อยๆ ความพยายามอย่างสม่ำเสมอไม่เคยทรยศใคร ขอให้ทุกคนฮึดสู้ ตั้งใจ และสอบผ่าน ก.พ. ให้ได้ตามที่ฝันไว้นะครับ ลุยเลย!

9/23/2026

เตรียมตัวยังไงให้สอบ ก.พ. ผ่าน

 




การสอบ ก.พ. เป็นอีกหนึ่งสนามที่หลายคนตั้งใจเต็มที่ อ่านหนังสือจนดึก ซื้อหนังสือมาเป็นกอง แต่พอถึงวันสอบจริงกลับเจอปัญหาเดิม ๆ อย่าง "ทำข้อสอบไม่ทัน" หรือ "อ่านมาแล้ว แต่พอเจอโจทย์จริงกลับไม่มั่นใจ" ความจริงคือ การสอบ ก.พ. ไม่ได้วัดว่าใครอ่านเยอะกว่ากัน แต่วัดว่าใครเข้าใจมากกว่า ฝึกมาถูกทางกว่า และบริหารเวลาได้ดีกว่า
 
รู้จักข้อสอบก่อน เริ่มอ่านทีหลัง
 
ก่อนจะลงมืออ่านหนังสือ ลองศึกษาก่อนว่าข้อสอบมีวิชาอะไรบ้าง แต่ละส่วนออกแนวไหน และมีความสำคัญแค่ไหน เมื่อรู้สนามสอบชัด เราจะวางแผนอ่านได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาอ่านทุกเรื่องแบบหว่านไปเรื่อย
 
อย่าเพิ่งอ่าน เริ่มจากลองทำข้อสอบก่อน หลายคนเริ่มจากเปิดหนังสือหน้าแรกแล้วอ่านยาว ๆ แต่จริง ๆ แล้ววิธีที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าคือ ลองทำข้อสอบเก่าหรือข้อสอบจำลองก่อน เพราะจะทำให้รู้ทันทีว่าเรายังติดตรงไหน พอรู้จุดอ่อนแล้วค่อยกลับไปทบทวนเฉพาะเรื่องนั้น จะได้ผลกว่าการอ่านทุกอย่างพร้อมกัน
ภาษาไทย ยังไม่แม่นเรื่องหลักภาษา หรืออ่านจับใจความไม่ทัน
คณิตศาสตร์ คิดไม่ออก หรือคำนวณช้า
ภาษาอังกฤษ ติดศัพท์ ติดแกรมมาร์ หรืออ่านบทความไม่เข้าใจ
 
อ่านให้เข้าใจ แล้วฝึกโจทย์เยอะ ๆ การสอบปรนัยไม่ได้วัดแค่ความรู้ แต่ยังวัดทักษะการทำข้อสอบด้วย ยิ่งทำโจทย์มาก ยิ่งเห็นแนวข้อสอบ รู้วิธีคิด และจับจังหวะการทำข้อสอบได้เร็วขึ้น ลองใช้สูตรง่าย ๆ
 
อ่านให้เข้าใจ → ทำโจทย์ → ดูข้อผิดพลาด → กลับไปแก้จุดอ่อน
 
ทำวนแบบนี้จะพัฒนาได้เร็วกว่าการนั่งอ่านอย่างเดียวหลายชั่วโมง
 
ฝึกจับเวลาให้เหมือนสอบจริง หลายคนไม่ได้ทำไม่ได้ แต่ทำไม่ทัน พอเริ่มทำโจทย์ได้คล่องแล้ว ควรลองจับเวลาเหมือนวันสอบจริง ไม่เปิดหนังสือ ไม่ดูเฉลยระหว่างทำ และพยายามทำต่อเนื่องจนจบชุด การซ้อมแบบนี้จะช่วยให้คุ้นกับแรงกดดัน และรู้ว่าควรใช้เวลากับแต่ละข้อประมาณเท่าไร ไม่ต้องเก่งทุกข้อก็สอบผ่านได้ วันสอบจริง เป้าหมายไม่ใช่การทำถูกทุกข้อ แต่คือการเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด ถ้าเจอข้อยากมาก คิดนานแล้วไม่ออก ให้ข้ามไปก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาทำ อย่าเสียเวลา 5 นาทีกับข้อเดียว ในเมื่อเวลาเท่ากันอาจเก็บคะแนนจากข้ออื่นได้หลายข้อ
 
ภาษาอังกฤษต้องอาศัยความสม่ำเสมอ
 
ถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ การอ่านหนักก่อนสอบไม่กี่วันมักช่วยได้ไม่มาก แต่ถ้าฝึกวันละนิด จะเห็นผลชัดกว่า เช่น
ท่องศัพท์วันละ 10-20 คำ
อ่านบทความสั้น ๆ ทุกวัน
ฝึก Grammar และ Vocabulary
ทำโจทย์จับเวลาเป็นประจำ ไม่ต้องนาน ขอแค่ทำต่อเนื่อง
 
ทำสมุดรวมข้อผิดพลาดของตัวเอง
ทุกครั้งที่ทำข้อสอบผิด ลองจดเอาไว้ว่าเพราะอะไร
จำสูตรไม่ได้
อ่านโจทย์ไม่ละเอียด
คิดเลขผิด
ไม่รู้คำศัพท์
ใช้เวลานานเกินไป
 
สมุดเล่มนี้จะกลายเป็นคู่มือแก้จุดอ่อนของตัวเอง และช่วงใกล้สอบก็สามารถหยิบมาทบทวนได้ทันที
 
วางแผนตามเวลาที่เรามี
 
ไม่จำเป็นต้องมีเวลาวันละ 8 ชั่วโมงถึงจะสอบผ่าน ต่อให้เป็นคนทำงานที่มีเวลาแค่วันละ 30-60 นาที ก็สามารถแบ่งเวลาอ่าน ทบทวน และทำโจทย์ได้
 
สิ่งสำคัญไม่ใช่อ่านหนักแค่ช่วงสั้น ๆ แต่คือการทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเคยสอบไม่ผ่าน อย่าเพิ่งท้อ
 
การสอบไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง ลองมองว่าผลสอบครั้งก่อนคือข้อมูลที่บอกว่าเราควรพัฒนาตรงไหน
 
แทนที่จะกลับไปอ่านทุกอย่างใหม่ ลองโฟกัสกับจุดที่เคยพลาด แล้วปรับแผนให้ตรงจุดมากขึ้น โอกาสผ่านในครั้งต่อไปก็จะสูงขึ้น



 
สรุปสั้น ๆ
 
รู้แนวข้อสอบ → วัดระดับตัวเอง → หาเรื่องที่อ่อน → ฝึกทำโจทย์ → จับเวลา → แก้ข้อผิดพลาด → ทำซ้ำ
 
อย่าอ่านหนังสือเพื่อให้รู้สึกว่า "วันนี้ได้อ่านแล้ว" แต่ให้อ่านเพื่อให้วันที่เจอข้อสอบจริง คุณสามารถทำข้อสอบได้จริง และใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

9/22/2026

ทำไมถึงสอบกพ ไม่ผ่าน

 


สอบ ก.พ. ไม่ผ่าน ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่ง แต่อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีเตรียมตัว

การสอบ ก.พ. ไม่ผ่านสักครั้ง ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง หรือไม่มีความสามารถมากพอที่จะเป็นข้าราชการ หลายคนใช้เวลาหลายเดือนอ่านหนังสืออย่างหนัก ทำสรุปจนเต็มเล่ม และพยายามจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อถึงวันสอบจริงกลับทำข้อสอบไม่ทัน ตื่นเต้น หรือตอบคำถามได้ไม่ดีอย่างที่คาดหวัง ปัญหาในหลายกรณีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ความฉลาด” แต่อยู่ที่ วิธีการฝึกฝนและการจัดการเวลา เพราะการสอบไม่ได้วัดเพียงว่าเรารู้มากแค่ไหน แต่ยังทดสอบด้วยว่าเราสามารถนำความรู้ที่มีมาใช้ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาได้ดีเพียงใด หนึ่งในกับดักที่พบได้บ่อยคือ อ่านเยอะ แต่ไม่ค่อยได้ซ้อมทำข้อสอบจริง เราอาจรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเจอโจทย์ที่มีตัวเลือกหลายข้อและมีเวลาจำกัด กลับใช้เวลานานกว่าที่คิด หรือไม่สามารถตัดสินใจได้ทัน นั่นเป็นเพราะ “การรู้เนื้อหา” กับ “การทำข้อสอบได้” เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนเสียเวลาไม่น้อยคือ ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการพยายามแปลทุกคำในบทความ เมื่อเจอศัพท์ที่ไม่รู้ก็หยุดหาความหมาย ทำให้เวลาไหลไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายอ่านไม่ทัน สิ่งที่ควรฝึกจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มคำศัพท์ แต่รวมถึงการฝึกอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ มองโครงสร้างของข้อความ และแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อมูลสำคัญที่โจทย์ต้องการ นอกจากนี้ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าการสอบ ก.พ. คือการสอบ “ความรู้ทั่วไป” จึงพยายามอ่านทุกเรื่องที่คิดว่าอาจออกสอบ ผลที่ตามมาคืออ่านกว้างมาก แต่ไม่สามารถโฟกัสสิ่งที่จำเป็นได้อย่างเต็มที่ การเตรียมตัวที่มีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจขอบเขต เนื้อหา และลักษณะการสอบให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วจึงวางแผนอ่านอย่างมีทิศทาง และกับดักสุดท้ายที่อาจมองไม่เห็นก็คือ การประเมินตัวเองจากความรู้สึก

การที่เรารู้สึกว่า “อ่านเข้าใจแล้ว” ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำข้อสอบได้ครบและทันเวลาเสมอไป วิธีที่จะรู้สถานะของตัวเองได้แม่นยำกว่าความรู้สึก คือการลงมือทำข้อสอบจริงและจับเวลาเหมือนอยู่ในสนามสอบ ดังนั้น หากกำลังเตรียมสอบ ก.พ. ลองเริ่มต้นใหม่ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ

ขั้นแรก คือการสอบวัดระดับตัวเอง หยิบข้อสอบเก่ามาทำแบบเต็มชุด กำหนดเวลาให้ใกล้เคียงกับการสอบจริง และระหว่างทำไม่ควรเปิดเฉลยเพื่อช่วยตัวเอง จุดประสงค์ของการทำครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าเราต้องเก่ง แต่เพื่อค้นหาว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน” หลังทำเสร็จให้ดูทั้งคะแนน จำนวนข้อที่ผิด และเวลาที่ใช้กับแต่ละส่วน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพจริงมากกว่าความรู้สึกของเราเอง

ขั้นที่สอง คือหาจุดรั่วแล้วอุดจุดอ่อน เมื่อรู้คะแนนแล้ว ลองแยกดูเป็นรายวิชา หากพบว่าวิชาใดทำคะแนนได้น้อยหรือใช้เวลามากผิดปกติ วิชานั้นควรได้รับความสนใจมากขึ้น อย่าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับวิชาที่เราชอบเพียงเพราะทำแล้วรู้สึกง่ายและสบายใจ เพราะเป้าหมายของการฝึกคือการลดจุดอ่อน ไม่ใช่เพียงเพิ่มความมั่นใจในสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว

ขั้นที่สาม คือการตั้งเป้าหมายในการซ้อม ไม่ควรตั้งเป้าเพียงให้คะแนนแตะเกณฑ์ที่ต้องการ เพราะสนามสอบจริงมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ทั้งความกดดัน ความตื่นเต้น และความเร่งรีบ

การตั้งเป้าหมายคะแนนซ้อมให้สูงกว่าระดับที่ต้องการจึงเป็นการสร้าง “พื้นที่เผื่อความผิดพลาด” ให้กับตัวเอง


แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทำควบคู่ไปกับทั้งสามขั้นตอน คือการทำ Error Log หรือสมุดบันทึกข้อผิดพลาด ทุกครั้งที่ทำข้อสอบผิด อย่าเพียงเปิดเฉลย ดูคำตอบ แล้วเดินหน้าต่อ แต่ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมเราถึงผิดข้อนี้?” ผิดเพราะอ่านโจทย์ไม่ครบหรือไม่? คำนวณผิดหรือไม่? จำข้อมูลสับสนหรือไม่? วิเคราะห์โจทย์ผิดหรือไม่? หรือจริง ๆ แล้วรู้คำตอบ แต่ใช้เวลามากเกินไปจนทำข้ออื่นไม่ทัน? เมื่อจดบันทึกไปเรื่อย ๆ คุณจะเริ่มเห็นรูปแบบความผิดพลาดของตัวเอง และนั่นคือข้อมูลที่มีค่ามากกว่าการรู้เพียงว่าข้อไหนตอบผิด เพราะเมื่อรู้ว่าเรามักพลาดจากอะไร เราก็สามารถออกแบบการฝึกให้ตรงกับปัญหาได้มากขึ้น ถ้าอ่านโจทย์ไม่ครบ ก็ฝึกอ่านอย่างมีสติ ถ้าคำนวณผิดบ่อย ก็ฝึกความแม่นยำ ถ้าจำข้อมูลสับสน ก็กลับไปจัดระบบเนื้อหาใหม่ และถ้าทำไม่ทัน ก็ต้องฝึกทำโจทย์ภายใต้เวลาที่จำกัดให้มากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมสอบที่ดีจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครอ่านหนังสือได้มากที่สุด แต่เป็นการค้นหาให้เจอว่า ตัวเราเสียคะแนนตรงไหน แล้วค่อย ๆ แก้จุดนั้นให้ดีขึ้น


การสอบ ก.พ. ไม่ผ่านในครั้งหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคำตัดสินว่าเราไม่เก่ง แต่อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่บอกเราว่า วิธีที่ใช้อยู่ยังไม่เหมาะกับตัวเราเท่านั้นครั้งต่อไปที่ทำข้อสอบผิด อย่าเพิ่งมองมันเป็นความล้มเหลวลองมองมันเป็น “ข้อมูล” เพราะทุกข้อที่ผิดและทุกจุดที่ค้นพบ อาจกำลังบอกคุณว่าในการสอบครั้งหน้า คุณควรฝึกอะไรให้มากขึ้น จาก “ทำโจทย์เยอะขึ้น” ไปสู่ “ทำโจทย์ได้แม่นขึ้น” และจาก “อ่านหนังสือมากขึ้น” ไปสู่ “อ่านอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น”


บางครั้งสิ่งที่พาเราเข้าใกล้คำว่า “สอบผ่าน” อาจไม่ใช่การพยายามให้หนักกว่าเดิม แต่คือการ พยายามให้ถูกจุดกว่าเดิม เริ่มจากวันนี้ ทำข้อสอบหนึ่งชุด จับเวลา วิเคราะห์ข้อผิดพลาด และจดบันทึก เพราะทุกความผิดพลาดที่เราเรียนรู้จากมัน คืออีกหนึ่งก้าวของการพัฒนาตัวเอง











อยากเป็นข้าราชการ ต้องเริ่มตรงไหน

       การเข้ารับราชการยังคงเป็นเป้าหมายทางอาชีพของคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ตลอดจนผ...