พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กฎหมายคุ้มครองคนทำงาน เน้นเรื่องกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วดันเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ? หน่วยงานหรือตัวเจ้าหน้าที่? และหลักการฟ้องร้อง รวมถึงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะเน้นวัดความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อหาว่า "ใครต้องเป็นผู้จ่ายเงินค่าเสียหาย" โดยกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ตั้งใจทำงานไม่ให้ต้องรับภาระหนักเกินไปหากเกิดข้อผิดพลาด จุดที่นำมาออกสอบบ่อยมีดังนี้
1. แยกให้ออกว่าทำ "ในหน้าที่" หรือ "นอกหน้าที่" โจทย์มักจะให้สถานการณ์สมมติมา แล้วถามว่าผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องใคร
ทำในการปฏิบัติหน้าที่: เช่น ขับรถหลวงไปส่งเอกสารแล้วเบรกแตกชนคน ผู้เสียหาย ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ ห้ามฟ้องตัวเจ้าหน้าที่โดยตรง
ทำนอกเหนือหน้าที่ (เรื่องส่วนตัว): เช่น ขับรถส่วนตัวไปกินข้าวเที่ยงแล้วชนคน ผู้เสียหาย ต้องฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ ห้ามฟ้องหน่วยงาน
2. การเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ (การไล่เบี้ย) กรณีที่ทำความผิด "ในการปฏิบัติหน้าที่" หน่วยงานจะจ่ายเงินชดใช้ให้ผู้เสียหายไปก่อน จากนั้นจะมาดูว่าสามารถเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่คนทำพลาดได้หรือไม่ ซึ่งข้อสอบจะเน้นระดับความผิดดังนี้:
หน่วยงานเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้ เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำผิดแบบ "จงใจ" (ตั้งใจให้เกิด) หรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (ประมาทแบบไม่น่าให้อภัย เช่น เมาแล้วขับรถหลวง)
หากเป็นแค่การ "ประมาทเลินเล่อธรรมดา" (เช่น ฝนตกถนนลื่นรถเลยเสียหลัก) หรือเป็นเหตุสุดวิสัย หน่วยงานต้องรับภาระจ่ายเองทั้งหมด ห้ามเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่
3. หลักการรับผิดเมื่อทำผิดหลายคน (จุดหลอกยอดฮิต) หากมีเจ้าหน้าที่ร่วมกันทำความผิดหลายคน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ใช้หลัก "รับผิดเฉพาะส่วนของตน" โดยพิจารณาตามสัดส่วนความผิดของแต่ละคน ข้อสอบมักจะมีตัวเลือกหลอกว่าให้รับผิดแบบ "ลูกหนี้ร่วม" (ตามหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป) ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ผิด ต้องจำไว้ว่ากฎหมายละเมิดของเจ้าหน้าที่ ห้ามนำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้
4. กรณีหน่วยงานไร้สังกัด หากเจ้าหน้าที่ทำผิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นสังกัดหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล หรือไม่แน่ชัดว่าสังกัดหน่วยงานไหน กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายฟ้อง "กระทรวงการคลัง"
5. อายุความที่ต้องจำ
กรณีหน่วยงานเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่: ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย หรือ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด
กรณีผู้เสียหายฟ้องผิดคน: เช่น ตามกฎหมายต้องฟ้องหน่วยงาน แต่ผู้เสียหายไม่รู้เลยไปฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ พอศาลยกฟ้อง (เพราะฟ้องผิดตัว) กฎหมายให้สิทธิผู้เสียหายไปฟ้องใหม่ให้ถูกตัวได้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
การอ่านกฎหมายฉบับนี้ให้สวมบทบาทเป็นกรรมการที่คอยชี้ขาดว่างานนี้รัฐหรือเจ้าหน้าที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย เน้นจำคีย์เวิร์ดคำว่า "จงใจ" "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" และ "รับผิดเฉพาะส่วนของตน" ไว้ให้ดีครับ ลองนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ตัดตัวเลือกในข้อสอบเก่าดู จะช่วยให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น
แนวข้อสอบพร้อมเฉลย (เฉลยคลุมดำ)
ข้อที่ 1: นาย ก. เป็นพนักงานขับรถของกรมแห่งหนึ่ง ขับรถราชการไปส่งเอกสารตามคำสั่งนายบุญ หัวหน้างาน แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อธรรมดา (ฝนตกถนนลื่น) จึงขับรถชนรถของนาย ข. เสียหาย กรณีนี้นาย ข. จะต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากใคร?
ก. นาย ก. (คนขับรถ)
ข. นายบุญ (หัวหน้างานผู้สั่งการ)
ค. กรมต้นสังกัดของนาย ก.
ง. กระทรวงการคลัง
เฉลย: ค. กรมต้นสังกัดของนาย ก.
อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย... ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้"
คำอธิบาย: การขับรถไปส่งเอกสารตามคำสั่งถือเป็นการกระทำ "ในการปฏิบัติหน้าที่" กฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่โดยกำหนดให้ผู้เสียหายต้องฟ้อง "หน่วยงานของรัฐ" โดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ครับ
ข้อที่ 2: จากกรณีในข้อ 1 เมื่อกรมต้นสังกัดได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้นาย ข. ไปแล้ว กรมต้นสังกัดจะสามารถเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินคืน (ไล่เบี้ย) ได้หรือไม่?
ก. ได้ เพราะนาย ก. เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง
ข. ได้ แต่ต้องหักลบกับสวัสดิการของนาย ก.
ค. ไม่ได้ เพราะนาย ก. ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ง. ไม่ได้ เพราะกรมต้นสังกัดต้องรับผิดชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่เสมอ
เฉลย: ค. ไม่ได้ เพราะนาย ก. ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ระบุว่าหน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินคืนได้เฉพาะกรณีที่ "เจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (ถ้าประมาทธรรมดา เรียกคืนไม่ได้)
คำอธิบาย: รัฐจะเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำไปเพราะ "จงใจ" (ตั้งใจชน) หรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" (เช่น เมาแล้วขับ) เท่านั้น แต่ในโจทย์ระบุว่าเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา รัฐจึงต้องรับภาระไว้เองทั้งหมดครับ
ข้อที่ 3: กรณีที่เจ้าหน้าที่หลายคนร่วมกันกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ การชดใช้ค่าเสียหายต้องใช้หลักเกณฑ์ใด?
ก. ให้ทุกคนรับผิดชอบเท่าๆ กัน
ข. ให้ใช้หลักลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ค. ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรับผิดชอบมากที่สุด
ง. ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ
เฉลย: ง. ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ
อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 8 วรรคสี่ ระบุชัดเจนว่า "ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น"
คำอธิบาย: จุดนี้คือข้อหลอกที่ออกสอบบ่อยที่สุดครับ! กฎหมายนี้ยกเว้นหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป โดยกำหนดให้ต่างคนต่างรับผิด "เฉพาะส่วนของตน" ตามสัดส่วนความผิด ห้ามบังคับให้คนใดคนหนึ่งเหมาจ่ายแทนเพื่อน (ห้ามใช้หลักลูกหนี้ร่วม)
ข้อที่ 4: นาย ค. ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดหน่วยงานใด หรือหน่วยงานนั้นไม่ได้เป็นนิติบุคคล นาย ค. จะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใด?
ก. สำนักนายกรัฐมนตรี
ข. กระทรวงการคลัง
ค. กรมบัญชีกลาง
ง. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เฉลย: ข. กระทรวงการคลัง อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 5 วรรคสอง ระบุว่า "ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด"
คำอธิบาย: หากเป็นกรณีหน่วยงานที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือหาตัวหน่วยงานต้นสังกัดไม่เจอ กฎหมายกำหนดให้ "กระทรวงการคลัง" เป็นผู้รับหน้าเสื่อถูกฟ้องแทนครับ
ข้อที่ 5: หากประชาชนผู้เสียหาย ฟ้องร้องผิดตัว (เช่น ฟ้องเจ้าหน้าที่แทนที่จะฟ้องหน่วยงาน) และต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องผิดคน ประชาชนผู้นั้นจะมีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ให้ถูกตัวได้ภายในระยะเวลาเท่าใด?
ก. 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ข. 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ค. 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ง. 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เฉลย: ค. 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
อ้างอิงกฎหมาย: มาตรา 6 และ มาตรา 7 ที่ระบุตรงกันว่า หากผู้เสียหายฟ้องผิดตัว (ฟ้องหน่วยงานแทนเจ้าหน้าที่ หรือ ฟ้องเจ้าหน้าที่แทนหน่วยงาน) แล้วศาลยกฟ้อง หากอายุความเหลือไม่ถึง 6 เดือน กฎหมายให้สิทธิ "ขยายอายุความไปได้ถึง 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด"
คำอธิบาย: กฎหมายให้ความคุ้มครองประชาชนที่อาจไม่รู้กฎหมาย หากไปฟ้องผิดคนแล้วศาลยกฟ้อง (และอายุความปกติอาจจะหมดไปแล้ว) กฎหมายจะขยายเวลาให้ไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องได้ภายใน "6 เดือน" นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดครับ











